“Manose” Newsletter No. 5/2015

ตำรับยาสมุนไพรที่ใช้เป็นเครื่องสำอางจากฐานข้อมูล “Manosroi III”

ตำรับยาสมุนไพรนิยมบันทึกไว้ในรูปแบบพับสา ใบลานและสมุดข่อย ส่วนใหญ่เป็นสมบัติของวัดหรือส่วนบุคคล ซึ่งเฉพาะการรักษาที่ได้ผลจะถูกบันทึกไว้ บันทึกดังกล่าวตลอดจนทั้งที่ไม่ได้บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรแต่บอกกล่าวแก่ทายาทสืบทอดต่อมา ได้ตกทอดมายังคนรุ่นหลังหรือทายาท ซึ่งส่วนใหญ่อาจไม่เห็นความสำคัญ ทั้งนี้อาจเนื่องจากปัญหาทางด้านภาษา (อักษรล้านนา) หรือให้ความสนใจในการรักษาตามแพทย์แผนตะวันตกจึงไม่ได้รับการดูแลรักษาเท่าที่ควร อาจทำให้องค์ความรู้ดังกล่าวสูญหายไปได้
ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่ ได้จัดทำฐานข้อมูลสมุนไพรไทย “Manosroi III” (รูปที่ 1 และ 2) โดยเริ่มจัดทำตั้งแต่ปี พ.ศ.2536 โดยการรวบรวมตำรับยาสมุนไพรที่อยู่ในใบลาน พับสาและสมุดข่อย จาก 7 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย พระเยา แพร่ น่าน ลำพูนและลำปาง เอกสารเหล่านี้ได้จารึกเป็นอักษรล้านนา นอกจากนี้ยังได้รวบรวมเอกสารตำรายาสมุนไพรจากภาคอื่นด้วย ได้แก่ ภาคกลาง ภาคอีสานและภาคใต้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบหนังสือ หลังจากรวบรวมแล้วก็นำมาแปลเป็นภาษาไทยกลางแล้วบันทึกลงในฐานข้อมูล “Manosroi III” ซึ่งปัจจุบันมีตำรับยาสมุนไพรที่ได้รับการชำระและบันทึกไว้รวมทั้งสิ้น 86,297 ตำรับ ใช้รักษาโรค 3,911 โรค และพบสมุนไพร จำนวน 8,359 ชนิด1 เมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วคาดว่าจะมีตำรับยาสมุนไพรทั้งหมด 200,000 ตำรับ รูปฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรไทย แสดงไว้ดังรูปที่ 1

รูปที่ 1

รูปที่ 1 ฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรไทย “Manosroi III”

ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย “Manosroi III” นอกจากจะมีตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาโรค/อาการต่างๆแล้ว ยังมีตำรับที่ใช้ทางเครื่องสำอางจำนวนมาก เช่น ตำรับเกี่ยวกับผม ผิวหนัง สิวและฝ้า เป็นต้น ซึ่งตำรับยาสมุนไพรที่ใช้เกี่ยวกับเส้นผม มี 87 ตำรับ เกี่ยวกับผิวหนัง 79 ตำรับ และตำรับใช้รักษาสิวและฝ้า 42 ตำรับ พบว่าตำรับเหล่านี้มีสมุนไพรหลายชนิดที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่สามารถนำมาใช้ทางเครื่องสำอาง เช่น ว่านหางจระเข้ (Aloe vera (Linn.) Burm. F.) โดยมีผลการศึกษาพบว่าสามารถนำไปใช้รักษาแผลเรื้อรัง สิว ฝ้า และลดการหลุดร่วงของเส้นผมได้2 น้ำมันที่สกัดได้จากใบและผิวมะกรูด (Citrus hystrix DC.)มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (tyrosinase enzyme) ได้สูงสุดที่ 86.8 และ 100% ตามลำดับ โดยให้ผลใกล้เคียงกับ kojic acid ซึ่งเป็นสารเคมีที่นิยมใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางทำให้ผิวขาว3 เป็นต้น รูปว่านหางจระเข้และรูปมะกรูด แสดงไว้ดังรูปที่ 2 และ 3

รูปที่ 2

รูปที่ 2 ว่านหางจระเข้

รูปที่ 2

รูปที่ 3 มะกรูด

ฐานข้อมูลสมุนไพรไทย “Manosroi III” นอกจากมีตำรับยาสมุนไพรที่ใช้ทางเครื่องสำอางแล้ว ยังมีตำรับยาอีกเป็นจำนวนมากที่สามารถพัฒนาเป็นยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้อีกด้วย ซึ่งทางศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่ กำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาสู่การนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป

เอกสารอ้างอิง
1. ฐานข้อมูลตำรายาสมุนไพรไทย “มโนสร้อย 3”. ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่, 2558.
2. Thailand Best Products. ว่านหางจระเข้ ข้อมูลวิจัย. (ออนไลน์) สืบค้นข้อมูลจาก http://www.thailandbestproducts.com. (วันที่ 17 สิงหาคม 2558).
3. Manosroi A and Manosroi J. Free radical scavenging and tyrosinase inhibition activity of aromatic volatile oil from Thai medicinal plants for cosmetic uses. The3th World Congress on Medicinal and Aromatic plant for Human welfare (WOCMAP III), 3-7 February 2003. Chiang Mai, Thailand.

 

“Manose” Newsletter No. 4/2015

ผลิตภัณฑ์สำหรับควบคุมน้ำหนักจากสมุนไพร
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ภก. จีรเดช มโนสร้อย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร. ภญ. อรัญญา มโนสร้อย และ นางสาวญารวี นาจรัส
ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงามมาโนเซ่
www.manose.co

รูปที่ 2

ปัจจุบันสังคมไทยให้ความสำคัญเรื่องความสวยงามและรูปร่างลักษณะภายนอกเพิ่มมากขึ้น ผู้ที่หน้าตาหรือบุคลิกภาพไม่ดี เช่น ผู้ที่มีรูปร่างอ้วน อาจประสบปัญหาในการทำงาน ขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม นอกจากนี้ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพทางร่างกายทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจโรคหลอดเลือดสมอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง เป็นต้น สำหรับประเทศไทยพบว่า ภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วนมีอัตราสูงขึ้น
ทางเลือกในการลดน้ำหนักมีหลายวิธีไม่ว่าจะเป็นการรักษาทางยาหรือการดูดไขมันด้วยเทคนิคต่างๆ ในส่วนของการรักษาทางยาส่วนใหญ่มักได้ผลดีในระยะสั้นแต่ไม่สามารถทำให้น้ำหนักลดได้ถาวร นอกจากนี้ การรับประทานยามักมีผลข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เกิดอาการนอนไม่หลับ ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นเร็ว เป็นต้น จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ยาลดความอ้วนบางชนิดถูกถอนออกจากตลาดไปเกือบหมด (เช่น phentermine และ sibutramine เป็นต้น) เหลือเพียงแค่ยา Orlistat® ที่ทางองค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริการับรองให้ใช้ได้ มีกลไกการออกฤทธิ์โดยการยับยั้งเอนไซม์ lipase ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายไขมันให้มีโมเลกุลเล็กลง เมื่อเอนไซม์ถูกยับยั้งจึงทำให้ไขมันยังคงอยู่ในลักษณะที่เป็นโมเลกุลใหญ่จึงไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ ทำให้เกิดการขับถ่ายเป็นไขมันออกทางอุจจาระ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยา orlistat มีผลข้างเคียงต่อระบบขับถ่าย เช่น มีน้ำมันปนออกมากับอุจจาระ มีความอยากถ่ายอุจจาระบ่อยครั้ง ควบคุมการขับถ่ายลำบาก เป็นต้น [2] การลดน้ำหนักโดยวิธีดังกล่าวข้างต้น ล้วนมีผลกระทบต่อร่างกายทั้งสิ้น ดังนั้นการหันมาเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อควบคุมหรือลดน้ำหนักก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

รูปที่ 2

พืชสมุนไพรในปัจจุบันมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมีการตื่นตัวในเรื่องการพัฒนาสมุนไพรของตนให้มีคุณภาพ ทำให้เกิดการยอมรับและนำมาใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิเช่น อาหารสำเร็จรูป อาหารเสริมสุขภาพ อุตสาหกรรมเครื่องสำอางและใช้ทดแทนสารสังเคราะห์ทางเคมีมากขึ้น อาจเพราะสมุนไพรก่อให้เกิดผลข้างเคียงน้อยกว่าสารสังเคราะห์ ประเทศไทยนับว่าเป็นแหล่งของสมุนไพรที่น่าสนใจ หลายชนิด จึงมีการส่งเสริมให้มีการใช้สมุนไพรในโครงการสาธารณสุขมูลฐานและมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรเพื่อจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดมากขึ้น การนำสมุนไพรมาใช้เป็นยารักษาโรคจึงเป็นการช่วยประหยัดรายจ่ายในการซื้อยาจากต่างประเทศได้ปีละจำนวนมาก สำหรับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการควบคุมหรือลดน้ำหนักมีหลายชนิด ยกตัวอย่างเช่น โกฐน้ำเต้า มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Rheum palmatum L. โกฐน้ำเต้าที่ใช้ในเมืองไทยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากจีน มีลักษณะเป็นก้อนกึ่งทรงกระบอก ผิวนอกสีน้ำตาลอมเหลือง ข่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alpinia galanga (L.) Willd. อยู่ในวงศ์ Zingiberaceae เช่นเดียวกับกระชาย มีรสเผ็ดร้อน ขม ซึ่งจากรายงานวิจัยพบว่า สารสกัดหยาบจากสมุนไพรที่กล่าวถึงในข้างต้นมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ lipase ได้ [4] ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมุนไพรในจำนวนหลายชนิดที่มีสรรพคุณในการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมหรือลดน้ำหนักได้
ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม Manosé กำลังอยู่ในระหว่างการวิจัยผลิตภัณฑ์สำหรับควบคุมน้ำหนัก จากสมุนไพรหลายชนิด เพื่อนำมาใช้ในการลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีการนำสมุนไพรมาใช้ในเชิงธุรกิจ โดยจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ ลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศได้

เอกสารอ้างอิง
[1] Henriette Jacobsen. Experts mull ways to reverse chronic diseases trend. Internet database: http:// www.euractiv.com/sections/tackling-chronic-diseases-eu/experts-mull-ways-reverse-chronic-diseases- trend-301367 (accessed by August 17, 2015).
[2] Finer, N., James, W. P., Kopelman, P. G., Lean, M. E. and Williams, G. 2000. One-year treatment of obesity: a randomized, double-blind, placebo-controlled, multicentre study of orlistat, a gastrointestinal lipase inhibitor. International journal of obesity and related metabolic disorders. 24(3): 306-313.
[3] ฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรของประเทศไทย “มโนสร้อย 3”. Internet database: http://www. manose.co/portfolio-item/work-2/ (accessed by August 25, 2015).
[4] อรัญญา มโนสร้อย และ จีรเดช มโนสร้อย. 2548. น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากสมุนไพรไทย การใช้ทางยาและเครื่องสำอาง. (พิมพ์ครั้งที่ 1). เชียงใหม่: โรงพิมพ์ครองช่าง.

 

“Manose” Newsletter No. 3/2015

งานบริการทดสอบฤทธิ์ป้องกันผมร่วงและวัตถุดิบช่วยป้องกันผมร่วง MANOSE-HG

วัตถุดิบเครื่องสำอางตัวใหม่สำหรับป้องกันผมร่วง: Manose-HG

ผมร่วงคือ ภาวะที่มีจำนวนเส้นผมร่วงมากกว่าวันละ 100 เส้นในวันที่ไม่ได้สระผมและหลุดร่วงมากกว่าวันละ 200 เส้นในวันที่สระผม ในคนที่ศีรษะล้านหรือผมร่วง ผมที่ร่วงแล้วไม่งอกขึ้นมาใหม่ หรืองอกขึ้นมาใหม่แต่เส้นเล็กลงกว่าเดิม โดยผมจะร่วงเฉพาะบริเวณ เช่น ร่วงกลางศีรษะ ร่วงเป็นรูปตัวเอ็ม (m) บริเวณหน้าผากและร่วงเป็นหย่อมๆ รูปตัวโอ (o) เป็นต้น สาเหตุของอาการผมร่วงอาจเกิดจากกรรมพันธุ์ ฮอร์โมน ความเครียดและการแพ้สารเคมีต่างๆ เช่น จากส่วนประกอบในแชมพูหรือการได้รับยาบางชนิดที่มีผลข้างเคียงต่อการงอกหรือการร่วงของเส้นผม การสะสมของไขมันที่อุดตันบริเวณรากผมที่ทำให้ผมอ่อนไม่สามารถงอกขึ้นมาได้หรือเมื่อไขมันถูกย่อยสลายกลายเป็นกรดอ่อนโดยแบคทีเรียแล้วเกิดการสะสมของของเสียและเชื้อแบคทีเรียในรากผมและทำให้รากผมอ่อนแอ เป็นต้น สามารถรักษาอาการผมร่วงได้โดยใช้ยาที่ป้องกันการร่วงของเส้นผมหรือกระตุ้นการงอกของเส้นผม เช่น finasteride, dutasteride และ minoxidil เป็นต้น หรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนผสมของไบโอติน zinc และวิตามินต่างๆ หรือการใช้สารสกัดจากสมุนไพรต่างๆ เช่น ขิง ขมิ้น มะกรูด ว่านหางจระเข้ มะขามป้อม กระเทียมและหัวหอม เป็นต้น นอกจากศูนย์วิจัยสุขภาพและความงามมาโนเซ่จะให้บริการการทดสอบฤทธิ์ของสารที่ช่วยให้ผมงอกและป้องกันผมร่วงแล้ว ยังได้วิจัยและพัฒนาจนได้วัตถุดิบเครื่องสำอางตัวใหม่จากสารธรรมชาติที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพใกล้เคียงหรือสูงกว่าสารเคมีที่ช่วยป้องกันผมร่วงและช่วยในการงอกของเส้นผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาด วัตถุดิบใหม่ตัวนี้คือ Manose HG

การบริการการทดสอบฤทธิ์ป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมงอก

ในปัจจุบัน การทดสอบฤทธิ์ทางเวชสำอางในหลอดทดลองของสารที่มีฤทธิ์ช่วยให้ผมงอกหรือป้องกันผมร่วงจะเป็นการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ 5α reductase หรือยับยั้งการผลิตเอนไซม์ดังกล่าว เอนไซม์ 5α reductase จะเปลี่ยน teatosterone เป็น dihydrotestosterone (DHT) ซึ่งเป็น androgen ที่มีฤทธิ์แรงกว่า teatosterone และเป็นสาเหตุสำคัญทางพันธุกรรมที่ทำให้ผมร่วงและศีรษะล้าน ขณะนี้ยังไม่มีเอนไซม์ 5α reductase ขายในท้องตลาด จึงต้องนำเอนไซม์นี้จากแหล่งต่างๆ โดยมักสกัดจากต่อมลูกหมากหรือตับของหนู rat ในการสกัดเอนไซม์จากตับจะได้ปริมาณมากแต่มีเอนไซม์หลายชนิดปนกัน จึงไม่นิยมใช้เพราะปริมาณเอนไซม์จากหนูแต่ละตัวอาจไม่เท่ากัน ดังนั้น การทดลองโดยใช้เอนไซม์จากตับจะต้องวัดปริมาณ total protein เพื่อเป็นตัวแทนของปริมาณเอนไซม์ที่ใช้ในแต่ละครั้งด้วย ซึ่งแตกต่างจากการใช้เอนไซม์จากต่อมลูกหมากของหนูที่เป็นแหล่งเอนไซม์นี้โดยเฉพาะและไม่มีการปะปนของเอนไซม์อื่นๆ จึงนิยมใช้ในการทดสอบมากกว่า นอกจากหนู rat แล้ว ยังมีการสกัดเอนไซม์ 5α reductase จากต่อมลูกหมากของศพมนุษย์ อย่างไรก็ตาม การใช้เอนไซม์จากสัตว์ทดลองและมนุษย์ มีความยุ่งยากในการขอจริยธรรม รวมทั้งมีการรณรงค์ให้ลดการใช้สัตว์ทดลอง จึงมีการนำเซลล์มะเร็งจากต่อมลูกหมากมาใช้เป็นแหล่งเอนไซม์นี้แทนเพื่อลดขั้นตอนในการขออนุญาตการทดลองในสัตว์และมนุษย์ อย่างไรก็ตาม เซลล์มะเร็งมีราคาแพง รวมทั้งเซลล์มะเร็งของต่อมลูกหมากบางชนิดอาจมีเอนไซม์ 5α reductase เพียง type เดียว โดยปกติ เอนไซม์ 5α reductase ที่พบในมนุษย์มี 2 types คือ type 1 และ 2 โดยเอนไซม์ 5α reductase type 1 พบมากบริเวณผิวหนัง หนังศีรษะ ต่อมไขมัน รูขุมขน ตับและสมอง ส่วนเอนไซม์ 5α reductase type 2 พบมากบริเวณต่อมลูกหมาก ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศและถุงเก็บน้ำอสุจิ

รูปที่ 1

รูปที่ 1 การทำงานของเอนไซม์ 5α-reductase

รูปที่ 2

รูปที่ 2 เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก (DU-145) ที่ใช้ในการทดสอบฤทธิ์ป้องกันผมร่วงและช่วยให้ผมงอก

 

“Manose” Newsletter No. 2/2015

งานบริการทดสอบฤทธิ์ช่วยให้ผิวขาวและวัตถุดิบช่วยให้ผิวขาว MANOSE-BW

วัตถุดิบเครื่องสำอางตัวใหม่สำหรับช่วยให้ผิวขาว: MANOSE-BW
ความหมองคล้ำและกระเป็นอาการหนึ่งของผิวหนังที่แสดงถึงความแก่ หรือเป็นอาการของโรคผิวหนังบางชนิด เช่น มะเร็งผิวหนัง ความหมองคล้ำหรือกระเกิดจากหลายปัจจัย สาเหตุภายนอก เช่น แสงแดด สภาพอากาศที่รุนแรง มลพิษจากสิ่งแวดล้อม เช่น ควันและฝุ่นละออง การสัมผัสกับสารเคมีที่รุนแรงจนทำให้เกิดอาการแพ้หรือกัดกร่อนผิวหนังและการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตและยากันชัก เป็นต้น ซึ่งล้วนกระตุ้นให้เกิดการสร้างเม็ดสี สาเหตุภายใน เช่น อายุที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เป็นต้น การรักษาหรือป้องกันการเกิดความหมองคล้ำหรือกระบนผิวหนังทำได้โดยหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไม่ให้มีปัจจัยมากระตุ้นให้ผิวหมองคล้ำหรือเป็นกระมากขึ้น ร่วมกับการทำให้รอยคล้ำนั้นจางลง ซึ่งมีหลายวิธี ที่ง่ายและสะดวกคือการทาด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้หรือ alpha-hydroxy acid (AHA) กรดวิตามินเอ กรดโคจิค หรือวิตามินซี เป็นต้น ในปัจจุบัน มีการนำสารจากธรรมชาติโดยเฉพาะจากสมุนไพรมาช่วยให้ผิวที่คล้ำจางลงหรือป้องกันการเกิดกระ เช่น arbutin, flavonoid, aloesin, ellagic acid และ gallic acid เป็นต้น นอกจากศูนย์วิจัยสุขภาพและความงามมาโนเซ่ จะให้บริการการทดสอบฤทธิ์สารต่างๆ ในการช่วยป้องกันการเกิดความหมองคล้ำหรือกระแล้วยังได้วิจัยและพัฒนาจนได้วัตถุดิบเครื่องสำอางตัวใหม่จากสารที่มีในธรรมชาติที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการช่วยลดความหมองคล้ำและกระได้ใกล้เคียงหรือสูงกว่าสารเคมีหรือวัตถุดิบที่มีจำหน่ายในท้องตลาด วัตถุดิบตัวใหม่ของมาโนเซ่นี้คือ Manose-BW

งานบริการการทดสอบฤทธิ์ช่วยให้ผิวขาว : การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส
เอนไซม์ไทโรซิเนสเป็นเอนไซม์สำคัญในกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินซึ่งทำให้เกิดสีผิว โดยเอนไซม์นี้จะไปกระตุ้นให้ tyrosine เปลี่ยนเป็น dihydroxyphenyl alanine (DOPA) และ DOPAquinone ตามลำดับ จากนั้นโดยกระบวนการ auto-oxidation สาร DOPAquinone จะเปลี่ยนเป็น DOPAchrome ในกระบวนการผลิตยูเมลานิน DOPAchrome จะเปลี่ยนเป็น 5,6-dihydroxyindole หรือ 5,6-dihydroxyindole-2-carboxylic acid (DHICA) โดยเอนไซม์ DOPAchrome tautomerase หรือ TRP-2 จากนั้น DHICA ที่ได้จะทำปฏิกิริยากับเอนไซม์ DHICA oxidase หรือ TRP-1 แล้วได้ indole 5,6 quinone carboxylic acid ซึ่งจะทำปฏิกิริยา polymerization ได้เป็นยูเมลานินซึ่งมีสีน้ำตาล-ดำ ส่วนการผลิตฟีโอเมลานิน กรดอะมิโน glutathione หรือ cysteine จะทำปฏิกิริยากับ DOPA quinine ได้เป็น glutathione DOPA หรือ cysteinyl DOPA ทำให้เกิดเม็ดสีฟีโอเมลานินซึ่งมีสีแดง-เหลือง
การทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนสนิยมใช้วิธี DOPAchrome method เนื่องจากเป็นวิธีที่ง่าย รวดเร็วและสามารถทดสอบได้หลายตัวอย่างพร้อมกันโดย DOPAchrome method เป็นการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งการเปลี่ยน DOPA ไปเป็น DOPAchrome ในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานินในจานหลุมหรือ 96-well plate

Leave a Comment

อีเมล์ของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

คุณอาจจะใช้ป้ายกำกับและคุณสมบัติHTML: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>