ปัจจุบัน การแข่งขันทางเศรษฐ์กิจทั่วโลกเป็นไปอย่างดุเดือด เศรษฐกิจของอาเซียนจะมีการเติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เศรษฐกิจของโลกมีประมาณ 63 ล้านๆ เหรียญสหรัฐในช่วงปีที่ผ่านมา ถัวเฉลี่ยทุกๆ ปีมีการเติบโตของทางด้านเศรษฐกิจประมาณ 4-5% ต่อปี ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเฉพาะปี ค.ศ. 2009 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกตกต่ำเพราะเศรษฐกิจอเมริกาเป็นแฮมเบอร์เกอร์ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาตัวเลขการขยายเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนมีการเติบโตถึงประมาณ 5.2% ต่อปีและที่สำคัญ หากคาดการณ์ภายในปี ค.ศ. 2015 จะมีการเติบโตของ GDP ทั้งภูมิภาค 7-8% ต่อปี จะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกมีขนาด 63 ล้านๆ แต่เศรษฐกิจในอาเซียนมีประมาณ 1.8 ล้านๆ ซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก เนื่องจากอาเซียนมีประชากรประมาณ 10 % ของประชากรโลก แต่เศรษฐกิจของอาเซียนมีสัดส่วนแค่ประมาณ 3% ของเศรษฐกิจโลก ดังนั้น สะท้อนให้เห็นว่าอาเซียนสามารถเติบโตได้เนื่องจากโลกมีตลาดที่กว้างใหญ่ รวมทั้งต้นทุนการผลิตของอาเซียนต่ำรวมทั้งอาเซียนยังมีเขตการค้าเสรีกับทั่วโลกและที่สำคัญอีกประการคือ มีอาเซียนบวกแปดหรือบวกเก้าซึ่งหมายความว่าจะมีเขตการค้าเสรีกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกที่มีสัดส่วนครอบคลุมไปถึง 80% ดังนั้น นอกจากสินค้าจากอาเซียนจะต่ำแล้ว สินค้าอาเซียนยังสามารถส่งออกไปขายยังทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียภาษี เพราะฉะนั้นอาเซียนจึงเป็นภูมิภาคที่จะมีเศรษฐกิจที่เติบโตมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งจะเป็นโอกาสอันดีของประเทศไทยทางด้านเศรษฐกิจที่จะมีการเริ่มธุรกิจใหม่ๆ

ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านสุขภาพและความงามของภูมิภาคและโลกนี้ ในช่วงปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวของธุรกิจการรักษาสุขภาพในประเทศไทยสูงที่สุดในภูมิภาคนี้ ดังเห็นได้จากตัวเลขของชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารักษาพยาบาลในประเทศไทยเพิ่มขึ้นเกือบสองล้านคนต่อปีซึ่งถือว่ามีจำนวนมากกว่าการเอาตัวเลขของคนไข้ที่ไปรักษาตัวที่สิงค์โปร์และอินเดียมารวมกันในปี ค.ศ. 2008 นิตยาสาร Newsweek ได้จัดอันดับให้โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศไทยดีติดอันดับ 1 ในสิบของโลกจนกลายเป็นโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของเอเชียเพราะมีโรงพยาบาลเอกชนถึง 400 แห่ง มีการรักษาพยาบาลด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและมีบุคลากรที่มีความเชียวชาญที่ทำให้ช่วงที่ผ่านมาธุรกิจการรักษาพยาบาลในประเทศไทยมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ถัวเฉลี่ยประมาณ 5.7% ต่อปี ประชากรในภูมิภาคอาเซียนล้วนมารักษาพยาบาลในประเทศไทยเป็นส่วนใหญ่โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปรักษาในอเมริกาหรือยุโรปเหมือนแต่ก่อน ประเทศไทยมีเทคโนโลยีในการรักษาพยาบาลเทียบเท่ากับมาตรฐานโลก ในขณะที่ค่ารักษาพยาบาลก็ต่ำกว่าทางตะวันตกหลายเท่าตัวรวมทั้งมีคุณภาพการบริการที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นจึงทำให้ธุรกิจทางด้านสุขภาพและความงามซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแพทย์และเภสัชกรรมในประเทศไทยมีการเติบโตไปด้วย ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องตระหนักถึงการวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรม โดยเฉพาะทางด้านสุขภาพและความงาม ทั้งนี้ จะสามารถอาศัยจุดเด่นและข้อได้เปรียบทางด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติและสมุนไพรของประเทศไทยในการเป็นผู้นำทางด้านนี้ในอาเซียนได้ต่อไป

ในปัจจุบัน ธุรกิจไม่ใช่เพียงเรื่องการซื้อขาย ต้องอาศัยเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้สูงขึ้น จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจหากไทยจะปรับตัวให้กลายเป็นศูนย์กลางวิจัยและพัฒนาหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า R&D การพัฒนาเศรษฐกิจของโลกปัจจุบันขึ้นกับเทคโนโลยีเป็นหลัก ประเทศใดมีการผลิตสินค้าใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงและต้นทุนการผลิตต่ำ ถือว่าประเทศนั้นมีการผลิตที่ขยายตัวและเติบโตทางเศรษฐ์กิจมากกว่าประเทศอื่น R&D หรือ การค้นคว้าวิจัยจึงเป็นเงื่อนไขหลักของความสำเร็จในด้านนี้ มาตรวัดการเติบโตด้านนี้ต้องดูจากงบประมาณที่ใช้ในด้าน R&D ว่าเท่าใดจากผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือที่เรียกว่า GDP ประเทศอิสราเอลเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณด้าน R&D มากเป็นอันดับ 1 ของโลกคือ 4.8% ของ GDP ตามด้วยสวีเดน ฟีนแลนด์ ญี่ปุ่นและเกาหลี ที่มีสัดส่วนมากกว่า 3% และตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา เยอรมัน สิงค์โปรและฝรั่งเศส ที่มีสัดส่วนมากกว่า 2 % ของ GDP สำหรับไทยอยู่ที่ 0.2% ของ GDP ในความเป็นจริงรัฐบาลไทยมีนโยบายเพิ่มการทำ R&D เป็น 1% ของ GDP ซึ่งจะส่งผลให้ไทยสามารถคิดค้นสิ้นค้าใหม่ๆ ได้ ทิศทางของ R&D จะมุ่งเน้นทางด้านการผลิตสินค้าที่มีตลาดอยู่ เช่น พืชผลทางเกษตรซึ่งจะมีการค้นคว้าวิจัยด้าน biotechnology และนาโนเทคโนโลยี เป็นต้น

pic1

ศ. ดร. ภก. จีรเดช และ ศ. ดร. ภญ. อรัญญา มโนสร้อย เคยรับราชการเป็นอาจารย์ในตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำวิจัยและสอนนักศึกษาทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยมีนักศึกษาที่สำเร็จปริญญาเอกแล้วมากกว่า 25 คน และมีประสบการณ์ทางด้านการทำวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และเภสัชกรรมเกี่ยวกับสุขภาพและความงามทางด้านยา สมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอางอย่างต่อเนื่องมามากกว่า 37 ปี มีผลงานที่ได้รับการจดสิทธิบัตรระดับนานาชาติและสิทธิบัตรไทยรวมมากกว่า 25 เรื่อง มีผลงานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารวิชาการระดับชาติและนานาชาติรวมกันมากกว่า 400 เรื่อง สามารถแยกสารเดี่ยวจากสมุนไพรได้มากกว่า 30 ชนิด ค้นพบสารใหม่ที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพมากกว่า 5 ชนิด และได้พัฒนาวิธีการตรวจสอบวิเคราะห์สารต่างๆ จำนวนมาก ตลอดจนมีผลงานวิจัยได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศชาติและนานาชาติจำนวนมาก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 ศ.ดร.ภก. จีรเดช มโนสร้อย และคณะได้พัฒนาฐานข้อมูลตำรับยาสมุนไพรของประเทศไทย “มโนสร้อย 1” ถึง “มโนสร้อย 3” ฐานข้อมูลดังกล่าวได้รวบรวมตำรับยาสมุนไพรจากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ในปัจจุบัน มีตำรายาสมุนไพรที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและได้รับการบันทึกลงในฐานข้อมูลแล้วมากกว่า 90,000 ตำรับ (ข้อมูล ณ วันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559) เมื่อเสร็จสิ้นการจัดทำฐานข้อมูลแล้ว คาดว่าจะมีตำรับยาทั้งสิ้นในฐานข้อมูลนี้มากกว่า 200,000 ตำรับ สำหรับฐานข้อมูล “มโนสร้อย 3” นี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งในการวิจัยและพัฒนายา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องสำอาง เนื่องจากตำรับยาเหล่านี้ได้บันทึกจากการใช้ตามภูมิปัญญาที่ได้ผ่านการทดสอบการใช้รักษาจริงในมนุษย์มาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคนแล้ว ซึ่งเปรียบเทียบได้กับการทดลองทางคลินิก (Clinical Trial) ตามวิธีการพัฒนายาสมัยใหม่ เฉพาะตำรับยาที่ใช้ได้ผลเท่านั้นจึงมีการบันทึกในตำรายาและใช้ต่อๆกันมา นอกจากนี้ ฐานข้อมูล “มโนสร้อย 3” ยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาพื้นบ้านทางด้านตำรายาสมุนไพรของไทยเอาไว้อีกทางหนึ่งด้วย

pix2

ในปี พ.ศ. 2558 ประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ซึ่งจะมีผลทำให้มีการค้าและการลงทุนอย่างเสรีในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประกอบด้วย 10 ประเทศ ซึ่งได้แก่ไทย กัมพูชา บรูไน พม่า ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ลาว เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย) แนวโน้มการดูแลรักษาสุขภาพและความงามของประชาชนในปัจจุบันได้เริ่มหันกลับมานิยมใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติกันมากขึ้น ทั้งนี้ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากความหลากหลายทางชีวภาพของสมุนไพรจำนวนมาก มีเพียงสมุนไพรของไทยบางส่วนที่ได้รับการศึกษาวิจัยและพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โดยหน่วยงานภาครัฐหรือมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่มีคุณภาพและปลอดภัย นอกจากนี้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ หนึ่งในหลายสาเหตุสำคัญคือการขาดหน่วยงานภาคเอกชนที่ได้มาตรฐานที่ให้บริการในการศึกษาวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรทางด้านสุขภาพและความงาม เพื่อตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ

ศ. ดร. ภก. จีรเดช และ ศ. ดร. ภญ. อรัญญา มโนสร้อย ได้จัดตั้งศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่ และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2557 ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์สูงจำนวน 12 คน และห้องปฏิบัติการที่มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล

 วิสัยทัศน์

ผู้นำระดับนานาชาติในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (An international leader in research and development of natural products)

          วีดีทัศน์เกี่ยวกับ ศูนย์วิจัยสุขภาพและความงาม มาโนเซ่